มุ่งไปข้างหน้า พัฒนาบริการอย่างต่อเนื่อง!

บริษัท : SEIKO (Thailand) Co., Ltd.  (ภาษาไทย บริษัท ไซโก (ประเทศไทย) จำกัด)

ลักษณะธุรกิจ : จำหน่ายนาฬิกาปลีก∙ส่ง

การใช้งานรายงานการขายระหว่างสำนักงานใหญ่-ร้านค้า



 Mr. KATSUMI KUBOTA ตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ (Managing Director) (ต่อไปนี้จะเรียกว่า Kubota MD) และ

 Ms. USANA CHANTAVICHAIKIJ ตำแหน่งผู้จัดการแผนกค้าปลีก (Retailer Division Manager) ของบริษัท ไซโก (ประเทศไทย) จำกัด    

ความเป็นมาของ SEIKO

ในปี ค.ศ. 1881 หรือช่วงสมัยเมจิปีที่ 14 ของญี่ปุ่นได้ก่อตั้งร้านนาฬิกาขึ้นที่เมืองเคียวบาชิ กรุงโตเกียว โดยเริ่มต้นจากการขายนาฬิกาที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งตอนนั้นร้านค้ามีชื่อว่า “ร้านนาฬิกาฮัทโตริ” (ปัจจุบันคือ SEIKO Holdings) หลังจากที่ก่อตั้งมาได้ 11 ปี “SEIKOSHA” ก็ได้กลายมาเป็นโรงงานผลิตนาฬิกาแบบแขวนผนังที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และในปี ค.ศ. 1913 ก็ได้มีการจำหน่ายนาฬิกาข้อมือชื่อ “Laurel” ซี่งเป็นนาฬิกาที่ผลิตขึ้นในประเทศเป็นครั้งแรก จากนั้นในปี ค.ศ. 1969 ได้มีการวางจำหน่ายนาฬิการะบบควอทซ์เรือนแรกของโลกชื่อ “Quartz-Astron” ซึ่งสามารถสร้างกระแสให้กับตลาดได้อย่างท่วมท้นในฐานะนาฬิกาที่มีความเที่ยงตรงแม่นยำอย่างสูง และนี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นในการขยายธุรกิจออกไปให้เป็นที่รู้จักยังประเทศที่มีชื่อเสียงระดับโลก

ความเป็นมาของบริษัทในประเทศไทย

บริษัท ไซโก (ประเทศไทย) จำกัด (ต่อไปนี้เรียกว่า “SEIKO Thailand”) ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของบริษัท SEIKO WATCH CORPORATION ได้ถูกก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1989 และปีหน้านี้ก็จะมีอายุครบรอบ 30 ปี (ปัจจุบันปี ค.ศ. 2019)

สำหรับการจำหน่ายนาฬิกา SEIKO ในประเทศไทยได้เริ่มต้นมากว่า 50 ปีแล้ว แต่ตอนนั้นเป็นการขายผ่านร้านค้าตัวแทนจำหน่าย และด้วยประวัติที่ยาวนานนาฬิกา SEIKO จึงถือเป็นแบรนด์นาฬิกาที่คนไทยคุ้นเคยและนิยมเป็นอย่างมาก

ปัจจุบันมีการขายส่งให้ร้านนาฬิกา รวมถึงพันธมิตรธุรกิจหลายร้อยแห่งรวมกัน นอกจากนี้ยังมีสถานที่จำหน่ายเป็นของตัวเองอีกประมาณ 70 แห่ง ซึ่งครอบคลุมทุกพื้นทั่วประเทศไทย ทุกเคาน์เตอร์บริการจะมีนาฬิกาข้อมือหลากหลายชนิดวางโชว์ประมาณ 200~300 เรือน ราคาเริ่มตั้งแต่ 100~600 USD ซึ่งสามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าทุกระดับ

และด้วยการแพร่หลายของโทรศัพท์มือถือในปัจจุบัน ทำให้ผู้บริโภคค้นพบคุณค่าอย่างอื่นของนาฬิกาข้อมือที่ไม่ใช่แค่การบอกเวลาเท่านั้น

การที่ผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองต่อความต้องการได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคา, ดีไซน์, ฟังก์ชั่นการใช้งานและอื่นๆ รวมถึงการมีนาฬิกาพร้อมจำหน่ายในร้านค้าอยู่เสมอ ถือเป็นจุดแข็งและน่าทึ่งอย่างมากของแบรนด์ SEIKO ซึ่งเป็นแบรนด์ญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงระดับโลก

SEIKO (Thailand) Co., Ltd.

Mr. KATSUMI KUBOTA  

กรรมการผู้จัดการ (Managing Director)

คุณสมบัติที่สำคัญอย่างหนึ่งของ SEIKO คือ การกล้าที่จะขายผลิตภัณฑ์ในหลากหลายระดับราคาภายใต้ชื่อแบรนด์สินค้าเดียวกัน ไม่เจาะจงเฉพาะนาฬิกาหรู หรือนาฬิกาที่ใส่ธรรมดาทั่วไปเท่านั้น ดังนั้นเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถค้นพบคุณค่าของแต่ละผลิตภัณฑ์ ทางเราจึงยินดีอย่างยิ่งที่จะนำเสนอนาฬิกาที่มีความหลากหลายให้กับลูกค้า(Kubota MD)


สำหรับประเทศไทยดีไซน์ที่เน้นความเป็นสปอร์ตเป็นที่ชื่นชอบอย่างมาก เนื่องจากการแต่งกายของนักธุรกิจในประเทศไทยแตกต่างจากประเทศญี่ปุ่นที่ต้องสวมสูท ผูกเนคไท ดังนั้นนาฬิกาที่เหมาะกับแต่งกายแบบสบายๆ นี้จึงเป็นที่นิยมสูงมาก ส่วนแบ่งการตลาดหลักของประเทศไทยในตอนนี้ แนวโน้มจะต่างจากประเทศญี่ปุ่นที่นาฬิกาสำหรับดำน้ำอย่าง “PROSPEX” เป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น


เมื่อมองย้อนกลับไป สิ่งที่เห็นก็คือ

kintone ช่วยปรับปรุงการบริการพื้นฐานของร้านค้าให้ดียิ่งขึ้น

เมื่อมีความคิดที่จะปรับปรุงการบริการ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการมีสต็อกของผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าต้องการอยู่ ณ จุดจำหน่ายอยู่เสมอ

ไม่ว่าทำเล การตกแต่งร้านจะดีแค่ไหน หรือพนักงานขายจะเก่งมากมายเท่าไหร่ มันก็ไม่มีความหมาย ถ้าหากไม่มีผลิตภัณฑ์

1 ปี มี 365 วัน ดังนั้นร้านค้าควรมีสต็อกสินค้าอย่างพร้อมเพรียงคอยต้อนรับลูกค้าตลอดในทุกๆวัน ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นเงื่อนไขพื้นฐานสำหรับการบริการที่ยอดเยี่ยม และ kintone เป็นคำตอบที่สามารถช่วยในการปรับปรุงการจัดการสต็อกสินค้าของร้านค้าได้อย่างมาก (Kubota MD)

ก่อนหน้าที่จะนำ kintone มาใช้ภายในบริษัทนั้น การจัดการสต็อกเป็นเรื่องที่ยุ่งยากพอสมควร เมื่อสินค้าหมด ก็ต้องเขียนใบสั่งซื้อด้วยมือก่อน จากนั้นก็ใช้โทรศัพท์ถ่ายรูป แล้วก็แนบส่งไปยังสำนักงาน ต่อจากนั้นก็คัดลอกสิ่งที่พิมพ์ออกมาลงในใบสั่งซื้อถึงจะทำการสั่งซื้อได้ ··· ซึ่งการทำแบบนี้ค่อนข้างเสียเวลาและยุ่งยากมากๆ อาจทำให้เกิดการผิดพลาดขึ้นได้ ในระหว่างที่กำลังหาวิธีแก้ไขปัญหาเหล่านี้อยู่นั้น ก็ได้ยินเรื่องการจัดการสต็อกสินค้าโดยใช้ kintone จึงติดต่อไปยังตัวแทนจำหน่าย และตัดสินใจลองนำมาใช้งานโดยทันที

การตัดสินใจซื้อมาใช้งานเป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่ว่าการนำไปใช้งานจริงกับร้านค้าก็ไม่ได้รวดเร็วแบบนั้น (หัวเราะ) อาจเป็นเพราะมันเป็นวิธีการแบบใหม่ที่แตกต่างจากแบบเดิม แล้วจู่ๆ จะให้เปลี่ยนมาใช้ kintone เลยก็ทำให้ทุกคนเกิดความลังเลและไม่มั่นใจ แต่อย่างไรก็ตามต้องขอบคุณตัวแทนจำหน่าย kintone ที่คอยช่วยเหลือและให้คำแนะนำสำหรับการใช้งานเป็นอย่างดี จนตอนนี้สามารถใช้งานคล่องขึ้น การทำงานสะดวกสบายจนไม่สามารถเลิกใช้งานได้เลย (Kubota MD)    

ใช้ kintone ช่วย “วิเคราะห์” สร้างรายงานการขายที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น!

นอกจากจะช่วยลดระยะเวลาในการสั่งซื้อสินค้าสำหรับสต็อกแล้ว แต่ยังช่วยให้พนักงานขายสามารถหันไปสนใจในเรื่องการบริการลูกค้าและเพิ่มยอดขายได้อย่างเต็มที่

Ms. USANA / ผู้จัดการฝ่ายค้าปลีก (Retail Sales Director)

ประโยชน์จากการใช้งานของ kintone นั้นมีมากมาย

ไม่ใช่แค่เพียงทำสต็อกหน้าร้าน แต่ยังช่วยในเรื่องการจัดการจำนวนสต็อกที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นสำหรับการบริหารจัดการพื้นฐานง่ายๆ เช่น การสรุปข้อมูลการขาย, การแสดงข้อมูลสะสม, การแสดงรายการ, การค้นหา เป็นต้น ก็สามารถทำได้เช่นกัน และไม่ใช่เพียงการทำรายงานการขายเท่านั้น แต่เป็นรายงานการขายที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว สามารถแชร์ข้อมูลให้กับทางสำนักงานใหญ่ได้รับทราบตลอดเวลา จากการที่ kintone ช่วยลดระยะเวลางานการสั่งซื้อให้กับพนักงานขาย ทำให้พนักงานขายมีเวลาเพิ่มขึ้นในการให้บริการลูกค้า ซึ่งสิ่งนี้เองที่ส่งผลให้ยอดขายเติบโตมากขึ้น


สิ่งที่ยังขาดอยู่ คือการแชร์ข้อมูลแบบเรียลไทม์

kintone ช่วยให้การตัดสินใจทำได้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น

เนื่องจากข้อมูลแคชเชียร์การซื้อ-ขายถูกจัดการโดยห้างสรรพสินค้า ทำให้พวกเราไม่สามารถสรุปข้อมูลยอดขายได้เลย ดังนั้นในสมัยก่อนรายงานการขายของร้านค้าแต่ละแห่งก็จะส่งผ่านมาทาง SMS บ้าง โทรศัพท์บ้าง เมื่อรวบรวมข้อมูลได้จึงค่อยนำมาวิเคราะห์ทำให้เสียเวลาค่อนข้างมาก แต่เมื่อลองใช้งาน kintone แล้วปรากฏว่า ไม่เพียงแต่ยอดขายเท่านั้น แต่ยังมีข้อมูลลูกค้าหรือแม้กระทั่งปัจจุบันนี้ยังมีข้อมูลที่ว่าร้านค้าไหนขายนาฬิการุ่นไหนดีที่สุดเป็นแบบเรียลไทม์ แสดงเป็นกราฟที่ดูเข้าใจง่ายด้วย เรียกได้ว่าสามารถวางแผนได้อย่างรวดเร็วพร้อมกับติดตามสถานการณ์การขายได้อย่างต่อเนื่อง

ใช้ kintone ทำรายงานยอดขายส่งให้สำนักงานใหญ่ทุกวัน

ใช้งานง่าย เหมือนเล่นแอพพลิเคชั่นของโทรศัพท์

หลักๆ เลยใช้ kintone ในการทำรายงานยอดขายประจำวัน พอเริ่มคุ้นเคยกับการใช้งาน ก็รู้สึกว่าใช้งานง่ายเหมือนกับกำลังเล่นแอพพลิเคชั่นที่มีอยู่ในโทรศัพท์มือถือของตัวเอง นอกจากรายงานการขายแล้วก็ยังมีฟังก์ชั่นอื่นที่สะดวกและเป็นประโยชน์ในการทำงาน เช่น ถ้าเป็นเมื่อก่อน หากต้องการรู้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ต้องเสียเวลามาหาเอกสาร หรือบางที่อาจต้องรอทางสำนักงานแจ้งกลับมา แต่เมื่อนำ kintone มาใช้งานแล้ว ก็สามารถค้นหาข้อมูลได้เองเพียงแค่กรอกหมายเลขร้านค้าหรือหมายเลขผลิตภัณฑ์ ลดเวลาในการตรวจสอบข้อมูลลงไปได้เยอะ การทำงานก็รวดเร็วและง่ายขึ้นมาก

Ms. KRITSARA / พนักงานขาย สาขาสยามพารากอน


รวบรวมข้อมูลมาแสดงเป็นกราฟ, สามารถกำหนดเงื่อนไขในการค้นหา, การแสดงข้อมูลก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ

ร้านค้า พนักงานสามารถเข้าถึง kintone ได้จาก tablet ที่ใช้ร่วมกัน เพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆที่ว่างจากการต้อนรับลูกค้า ก็สามารถเข้ามาใช้งานได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว     

การร่วมมือกับ kintone ในอนาคต

การปรับปรุงธุรกิจหรือบริการนั้นไม่มีที่สิ้นสุด

เป้าหมายในอนาคตคือ การยกระดับความสามารถในการแสดงผลิตภัณฑ์โดยใช้ฟังก์ชั่นของ kintone  เพราะการนำเสนอที่สามารถดึงดูดความสนใจได้นั้น มีส่วนช่วยในการขายให้ดีขึ้น

ปัญหาในการจัดดิสเพลย์นำเสนอสินค้าของแต่ละร้านค้าที่มีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกันนั้น น่าจะปรับปรุงได้โดยการแชร์ไฟล์ภาพหรือไฟล์วิดีโอของร้านค้าที่มีความสามารถในการจัดดิสเพลย์สินค้าลงบน kintone (Kubota MD)

นอกจากนี้สำหรับร้านค้าที่จะเปิดใหม่กำลังพิจารณาที่จะนำ kintone มาใช้เพื่อช่วยในการจัดการบริหารเวลามาทำงานของพนักงานอีกด้วย

ทาง Kubota MD ฝากข้อคิดเล็กๆ น้อยๆ ดังนี้ว่า เวลาที่มีเรานำสิ่งใหม่ๆจากภายนอกเข้ามาใส่ตัว บางครั้งอาจรู้สึกว่ามันหนักขึ้น

คติประจำใจของผู้ก่อตั้ง SEIKO คือ “ต้องก้าวนำคนอื่นหนึ่งก้าวอยู่เสมอ” แต่เมื่อมีการนำ kintone มาใช้งานในครั้งแรก สำหรับพนักงานขายอาจเป็นการก้าวนำคนอื่นไปข้างหน้าถึงสามก้าวก็ได้ และในความคิดของผมก็มองว่ามันได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจอย่างมาก หลังจากนี้ก็สามารถเข้าถึงลูกค้าหรือตลาดโลกได้แบบ “ONE STEP AHEAD” โดยที่ไม่ต้องหยุดนิ่ง ดังนั้นสำหรับ SEIKO แล้ว ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก (Kubota MD)    

วิสัยทัศน์ข้างหน้า

สำหรับ SEIKO Thailand ในอนาคตมี 2 เรื่องใหญ่ที่จะต้องปรับปรุงให้แข็งแกร่งขึ้น เรื่องแรก คือ การทำให้ผลิตภัณฑ์ดูมีความ หรูหรา มากขึ้น ในประเทศไทย SEIKO มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดสำหรับตลาดนาฬิการะดับราคา 300~500 USD ทาง แต่ส่วนแบ่งในตลาดระดับบนหรือนาฬิกาหรูยังอยู่ในระดับต่ำ และเพื่อให้สามารถเข้าถึงเป้าหมายนั้นได้ กุญแจที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือการกระจายสินค้าให้เข้าถึงผู้บริโภคเพื่อขยายส่วนแบ่งการตลาดส่วนนั้น สำหรับเรื่องต่อมา คือ การเปลี่ยนไปสู่ยุคดิจิตอล นอกเหนือไปจากการเพิ่มสัดส่วนการขายผ่าน E-Commerce แล้ว ธุรกิจโดยรวมไม่ว่าจะเป็นเรื่องการส่งเสริมการตลาด การประชาสัมพันธ์ข่าวสารกับลูกค้า รวมถึงการสั่งซื้อจะต้องเป็นระบบดิจิตอลทั้งหมด(Kubota MD)

เมื่อเราเงยหน้าขึ้นก็จะมองเห็นโลกกว้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจหรือคนก็เช่นกัน

30 ปีตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง จากนี้ก็ต้องมองไปอีก 30 ปีข้างหน้า สำหรับ SEIKO Thailand แล้ว นับจากนี้จะค่อยๆ ก้าวเดินต่อไปข้างหน้าโดยไม่หยุดยั้ง    

Write a comment

Comments: 0